เป็นปีที่ 2 ของประเทศไทย ในฐานะเจ้าภาพจัดการแข่งขันเกมนัดเปิดฤดูกาล ศึกโมโตจีพี ต่อเนื่องจากการถูกใช้เป็นสังเวียนทำการทดสอบก่อนเปิดฤดูกาล (พรี-ซีซั่น เทสต์) ตอกย้ำความสำคัญของประเทศไทย ในฐานะหนึ่งหมุดหมายสำคัญของเกมความเร็ว 2 ล้อ ทางเรียบหมายเลขหนึ่งของโลก
โดยในปีนี้ ศึกพีพี กรังด์ปรีซ์ ออฟ ไทยแลนด์ ยังคงไว้ซึ่งเสน่ห์และความโดดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ ทั้งในเรื่องบรรยากาศของเทศกาลมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก ที่สอดแทรกไว้ด้วยความเป็นไทย รวมถึงความเป็นตัวตนของบุรีรัมย์ หัวเมืองสำคัญของดินแดนอีสานใต้

ทั้งยังคงได้รับความนิยมจากแฟนมอเตอร์สปอร์ตจากทุกมุมโลก รวมถึงแฟนความเร็วชาวไทย ที่เดินทางร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสุดสัปดาห์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการมอเตอร์สปอร์ตไทย ส่งผลให้ในปีนี้ ศึกพีที กรังด์ปรีซ์ ออฟ ไทยแลนด์ มีจำนวนผู้เข้าชมตลอดทั้ง 3 วัน มากถึง 228,228 คน

กระตุ้นภาพรวมทางเศรษฐกิจด้วยเงินหมุนเวียนสูงถึง 5,139 ล้านบาท เป็นเม็ดเงินลงทุนจากภาครัฐและเอกชน 673 ล้านบาท และเป็นการจับจ่ายใช้สอยของแฟนความเร็วกว่า 4,466 ล้านบาท ทั้งยังสร้างงานเฉลี่ยแล้วกว่า 7,983 ตำแหน่ง สร้างรายได้ให้กับภาครัฐในรูปแบบภาษีกว่า 358 ล้านบาท
เป็นที่น่าเสียดายนิดหน่อยที่ในปีนี้เราไม่โอกาสได้เชียร์นักบิดไทย หลัง สมเกียรติ จันทรา ดาวบิดประวัติศาสตร์ ได้โยกไปทำการแข่งขันบนเวทีซูเปอร์ไบค์เวิลด์แชมเปี้ยนชิพ อย่างไรก็ดีก้าวเดินของ ยอดดาวบิดไทย ยังคงส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับนักบิดรุ่นใหม่ๆ ในการมุ่งสู่เส้นทางนักบิดอาชีพ


แรงผลักดันสำคัญยังคงเป็นหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ที่ผสานความร่วมมือในการดึงเกมความเร็วระดับท็อปมาชิงชัยในประเทศไทย สะท้อนด้วยความสำเร็จในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของปฎิทินการแข่งขัน ศึกโมโตจีพี ในฤดูกาล 2018
ส่งผลให้ล่าสุดประเทศไทยจะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของ ศึกโมโตจีพี ไปจนถึงฤดูกาล 2031 เป็นอย่างน้อย หลังสามารถบรรลุสัญญาฉบับใหม่ร่วมกับเจ้าของลิขสิทธิ์อย่าง โมโตจีพี สปอร์ต เอ็นเตอร์เทนเมนต์ กรุ๊ป เป็นเวลา 5 ปี โดยคาดว่าการเซ็นต์สัญญาอย่างเป็นทางการจะมีขึ้นในเร็วๆนี้
ความนิยมและกระแสตอบรับที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีแรงขับเคลื่อนสำคัญอย่าง พีทีจี เอ็นเนอยี หรือ PTG ที่เข้ามาสวมบทบาทไตเติ้ลสปอนเซอร์ ศึกกรังด์ปรีซ์ ออฟ ไทยแลนด์ นับตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นมา ก่อนจะยกระดับมาตรฐานการจัดงานให้เป็นที่ยอมรับและจดจำของแฟนความเร็วทั่วโลก

ส่วนในเรื่องช่วงเวลาของการแข่งขัน ศึกพีที กรังด์ปรีซ์ ออฟ ไทยแลนด์ ภายใต้สัญญาใหม่ ตั้งแต่ปี 2027-2031 ยังคงต้องรอการยืนยันจากฝ่ายจัดการแข่งขันอย่างเป็นทางการ จะยังคงได้รับโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดการชิงชัยเกมเปิดซีซั่น รวมถึงสังเวียนทำการทดสอบก่อนเปิดฤดูกาล ต่อไปหรือไม่ คงหาคำตอบได้ในเร็ววันนี้
แต่สิ่งที่การันตีได้คือความโดดเด่นและเสน่ห์ของเกมความเร็วฝีมือคนไทย ที่จะยังคงเป็นแม่เหล็กดึงแฟนขาประจำมาร่วมเติมเต็มบรรยากาศ รวมถึงแฟนความเร็วหน้าใหม่ที่อยากจะสัมผัสกับบรรยากาศดังกล่าวด้วยตัวเอง ตอกย้ำความสำคัญของประเทศไทย ภายใต้บทบาทของแลนด์มาร์คสำคัญ ของเวทีโมโตจีพี ภายใต้ชื่อ ศึกพีที กรังด์ปรีซ์ ออฟ ไทยแลนด์




