GODZILLA ยังไม่ตาย NISSAN พัฒนา GT-R เจนฯถัดไป คาดพร้อมทำตลาดภายในปี 2030

- Advertisement -spot_imgspot_img

NISSAN GT-R (R35) เปิดตัวและทำตลาดครั้งแรกในปี 2007 ภายในงานโตเกียวมอเตอร์โชว์ สานต่อความนิยมของ NISSAN Skyline หลังเขย่าเวทีสปอร์ตคาร์ด้วยสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม มาพร้อมการลำลายล้างเรคคอร์ดต่างๆ จนได้ฉายา “ก็อตซิลล่า” ซึ่งได้ยินกันติดหูมาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับ NISSAN GT-R (R35) มาพร้อมการตอบรับที่ยอดเยี่ยมจากแฟนๆ และเดินหน้าพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ได้รับการยกระดับทั้งในเรื่องรูปโฉมและสมรรถนะการใช้งาน โดยคาดว่ามียอดขายสะสมทั่วโลกมากกว่าครึ่งแสนคัน ก่อนที่จะประกาศยุติการทำตลาดในช่วงปลายปีที่ผ่านมา

ทว่าความเคลื่อนไหวล่าสุด “ก็อตซิลล่า” ยังคงได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และอยู่ในแผนการทำตลาดของ นิสสัน โดยคาดว่าทิศทางของเจนฯถัดไป (R36) จะมีความชัดเจนยิ่งขึ้นในปี 2028 และมีความเป็นไปได้ที่เราจะได้เห็นผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดก่อนที่ 2030

โดยตัวแรงภายใต้รหัส GT-R จะได้รับการพัฒนาทั้งในเรื่องรูปโฉมและสมรรถนะการใช้งานขึ้นไปอีกระดับ ซึ่งคาดดว่าจะยังคงใช้ขุมพลัง VR38DETT ขนาด 3.8 ลิตร ดุดันด้วยเครื่องยนต์ V6 DOHC twin-turbocharged ที่ผสานการทำงานร่วมกับระบบไฮบริดเพื่อเป็นไปตามมาตรฐานการปล่อยมลพิษ

ซึ่งแนวทางในการพัฒนาเครื่องยนต์ดังกล่าวน่าจะเป็นไปได้มากที่สุด ในยุคที่ระบบไฮบริดและมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นที่นิยมของผู้ใช้รถในปัจจุบัน เนื่องจาก GT-R เจนฯถัดไปยังคงเป็นโกลบอลโปรดักส์ที่ นิสสัน จะใช้ทำตลาดเอาใจแฟนๆทั่วโลก เนื่องจากเครื่องยนต์ V38 รุ่นปัจจุบันไม่ผ่านมาตรฐานการปล่อยมลพิษทั่วโลก

อย่างไรก็ดีการใช้ระบบไฮบริดมาพร้อมคำถามว่าจะส่งผลเสียต่อสมรรถนะของ GT-R หรือไม่ แม้จะยังไม่สามารถยืนยันได้ในตอนนี้ แต่ก็มั่นใจได้ว่าทีมพัฒนาจะยังคงไว้ซึ่งความโดดเด่นทั้งด้านการออกแบบ รวมถึงสมรรถนะการใช้งาน เฉกเช่นที่ได้เห็นในรุ่นก่อนหน้า

 โดย GT-R (R35) พร้อมต่อกรกับบรรดารถสปอร์ตต่างค่าย ทั้งในเรื่องความดุดันของรูปร่างหน้าตาและขุมพลัง รวมถึงเทคโนโลยีและความล้ำสมัยเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่โดดเด่น สัมผัสได้ด้วยจากการออกแบบแผงควบคุมกลางที่ดูดีมีสไตล์ ผสานการทำงานร่วมกับจอแสดงผลที่ออกแบบโดย Polyphony Digital จาก Gran Turismo

บวกกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อช่วยให้การออกตัวสามารถทำได้อย่างดุดัน ส่งผ่านความเกรี้ยวกราดของขุมพลังเครื่องยนต์เทอร์โบคู่และเกียร์คลัตช์คู่สู่ล้อทั้ง 4 รีดสมรรถนะที่เหลือเชื่อทั้งการใช้งานบนท้องถนนและในสนามแข่ง และคาดว่า GT-R (R36) จะนำพื้นฐานเดียวกันนี้ไปใช้ด้วยเช่นกัน

ด้วยการขับเคี่ยวในตลาดซูเปอร์คาร์ และไฮเปอร์คาร์ ที่เข้มข้นในปัจจุบัน จะเป็นอีกแรงผลักดันสำคัญให้ นิสสัน เดินหน้าพัฒนา GT-R ให้ได้ดีที่สุด เพื่อตอกย้ำความเป็นตำนานของรหัส GT-R สร้างโอกาสเก็บเกี่ยวความสำเร็จให้กับค่ายในสถานการณ์ปัจจุบันที่ไม่สู้ดีสักเท่าไหร่

- Advertisement -spot_imgspot_img
Latest news
- Advertisement -spot_img
Related news
- Advertisement -spot_img

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here